#ชี้เป้า รู้มั้ย? อะไรที่ทำให้เรายอมเป็น #ทาสการตลาด
นักช้อปทั้งหลายต้องเคยเจอแน่นอน กับโรค “ทาสการตลาด” ซึ่งมีอาการคือ ช้อปไม่หยุด จ่ายไม่ยั้ง โดยบางทีก็ไม่รู้ว่าจะซื้อไปเยอะแยะเพื่ออะไร… เพราะจำเป็นต้องซื้อบ้าง เพราะราคามันถูกบ้าง เพราะโปรโมชั่นมันแรงบ้าง ต่าง ๆ นานาที่เราจะสามารถเลือกสรรมาเพื่อปลอบใจตัวเองได้ ฮาาาา
#ชี้เป้า บทความนี้เรามาแบบมีสาระ เพราะจะมาพูดถึงเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงตัดสินใจที่จะซื้อของสักชิ้น และชี้กันเน้น ๆ ไปเลยกับกลยุทธ์ของนักการตลาดที่ทำให้เรากลายเป็นทาสการตลาดอย่างไม่รู้ตัวกัน!
ก่อนที่เราจะซื้อของสักชิ้น
กว่าจะจ่ายเงินเพื่อซื้อ เราคิดอะไรกันบ้าง?
เริ่มแรก เรามารู้จักตัวเราเองกันก่อน จริง ๆ การที่เราตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่าง มันก็มีจิตวิทยาอย่างนึงที่เรียกว่า ลำดับขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ จากทฤษฏีของ John Dewey บอกไว้เกี่ยวกับลำดับขั้นก่อนที่เราจะซื้อของสักชิ้นไว้ว่า
- ความจำเป็นที่จะต้องซื้อ
ความจำเป็นที่ว่านี้ เป็นได้ทั้งความจำเป็นทั้งแบบที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น ของที่ใช้กำลังจะหมด หรือหิวข้าวมากๆ หรือความจำเป็นเพราะอยากได้ เช่น เห็นเสื้อสวยๆ ลิปสติกสีเด็ดๆ สมองเราจะสร้างความจำเป็นขึ้นมา เช่น เสื้อตัวนี้ถ้าซื้อแล้วเอาไปใส่ได้หลายโอกาศเลยนะ! (ถึงแม้ว่าที่ตู้เสื้อผ้าในห้องจะแทบไม่มีพื้นที่แล้วก็ตาม) หรือ ลิปสติกสีนี้ยังไม่เคยซื้อมาใช้เลย (ถึงแม้ว่าคุณจะซื้อลิปสติกมาแล้ว 18 แท่ง และไม่มีทีท่าว่าจะใช้หมด) จากสิ่งที่ไม่จำเป็น จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชั่วพริบตา 55555
- หาข้อมูลก่อนซื้อ
ถ้าหากเป็นของชิ้นเล็กๆอย่างเสื้อผ้า เครื่องสำอางก็อาจจะเป็นการประเมินภายนอกก่อนตลอด แน่นอน ไม่มีใครไม่ลองสวอชสีลิป หรือไม่ดูเนื้อผ้าก่อนซื้อแน่ๆ ถ้าเป็นของชิ้นใหญ่ๆ บางอย่างก็อาจจะพึ่งตัวช่วยอย่างเช่น รีวิวในกระทู้ต่างๆ นานาก่อนที่ซื้อจริงๆ
- ประเมินทางเลือก
ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการใช้งาน เปรียบเทียบราคา และอื่นๆ ทุกคนต้องเคยลองนึกเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นก่อนที่จะซื้อที่อยากได้แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเซอร์เวย์เอง หรือเสิร์ชหารีวิวในอินเตอร์เน็ตก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่าซื้อแล้วจะไม่ไปเสียดายในทีหลังว่าเลือกพลาดไป (แต่หลายคนอาจข้ามข้อนี้ไปเลย ตอนที่อยากได้จริงๆ)
- ซื้อเล้ยยย!
ขั้นสละเงินในกระเป๋าสตางค์ ขั้นตอนสำคัญหลังจากที่เราได้ผ่านลำดับขั้นต่าง ๆ มาแล้ว
- หลังจากซื้อไปแล้ว
ขั้นสุดท้ายนี้ จะมีผลหลังจากที่เราได้เอาของที่เราซื้อไปใช้จริง ๆ แล้วชอบหรือไม่ชอบ ครั้งต่อไปจะทำให้ลดขั้นตอนข้างบนไปได้เยอะเลย ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมของบางชิ้น เราถึงจ่ายเงินไปโดยที่ไม่คิดอะไรสักนิด…
8 กลยุทธ์การตลาดที่ทำให้เราตกเป็นทาสการตลาด
รู้มั้ยว่าเราตกเป็นทาสการตลาดเพราะจิตวิทยาล้วนๆ
ไม่ใช่แค่เพราะตัวเราที่ซื้อง่ายจ่ายคล่องเพียงเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราดึงดูดให้เราตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นแบบสุดๆ นั่นก็คือกลยุทธ์จากนักการตลาดนั่นเอง มารู้ลึก ๆ กันไปเลยว่า เค้าทำกันยังไงให้เราตัดสินใจจ่ายเงินได้อย่างง่ายดาย
- เลข 9 สุดมหัศจรรย์

ที่บอกว่ามหัศจรรย์คือมหัศจรรย์จริง ๆ นะ เมื่อไหร่ที่มีเลข 9 ลงท้าย ไม่ว่าจะเป็น 49 , 99 , 199 หรือ 499 จะให้ความรู้สึกว่าถูกกว่าเมื่อเห็นราคา 50 , 100 , 200 หรือ 500 ถึงแม้ว่าจะต่างกันแค่บาทเดียวก็เถอะ ในทางจิตวิทยา การเปลี่ยนราคาจาก 400 เป็น 399 แล้วถูกกว่าก็มีหลักการง่ายมาก ๆ คือ เราจะมองเลขด้านหน้าสุดที่เปลี่ยนแปลงเป็นหลัก ทำให้เรารู้สึกว่าราคามันแค่ 300 กว่าบาทเท่านั้นเอง
มีเคสทดลองเคสนึงของมหาวิทยาลัยชิคาโก้ ทดสอบตั้งราคาเสื้อผ้าด้วยราคาที่ต่างกัน 3 ช่วงราคาคือ $34, $39 และ $44 แน่นอนเลยว่า เสื้อผ้าที่ขายด้วยราคา $39 ขายได้ดีสุด นี่แหละ มหัศจรรย์ของเลข 9 !!!
- เปย์ง่ายจ่ายคล่องด้วยเลขกลมๆ

อย่าคิดว่าเลขกลมๆ จะทำให้เราจ่ายไม่คล่องมือนะเออ สำหรับสินค้าบางอย่าง เลขกลมๆ นี่แหละที่ทำให้เราจ่ายง่าย โดยเฉพาะสินค้าประเภท High-end แบรนด์ราคาแพงต่างๆ นานา เป็นจิตวิทยาอย่างนึงในการที่ดึงดูดให้เราตัดสินใจง่ายขึ้นกับสินค้าราคาแพง เพราะเลขกลมๆ จะเพิ่มความรู้สึกว่า สินค้านั้นมีราคา และคุ้มค่ากับเงินที่จะเสียไป
- เปรียบเทียบความคุ้มค่าให้เห็นกันชัดๆ
ซื้อของในราคา 1000 บาท จะเรียกว่าถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับของที่ซื้อ ยกตัวอย่างเช่น พนักงานบอกว่ารองเท้าคู่นี้ราคา 1000 บาท ทุกคนต้องคิดแน่ว่าราคาถูกมาก แต่ถ้าเปลี่ยนสินค้ามาเป็นขนมถุงนี้ราคา 1000 บาท ก็จะกลายเป็นราคาแพงทันที ทั้งหมดนี้คือ การเปรียบเทียบราคากับความคุ้มค่าของสิ่งที่เราจะซื้อ
หลายครั้งกับสินค้าที่มีการจ่ายเงินเป็นแพคเกจ จะใช้การเปรียบเทียบสิ่งที่จะได้รับ และราคาที่ต่างกันแค่เล็กน้อย อย่างเช่น แพคเกจเครือข่ายมือถือที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งานที่ต่างกัน เพียงแค่เพิ่มเงินเล็กน้อยเท่านั้น แค่นี้ก็ทำให้เราเสียเงินเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดายแล้ว

- ยิ่งจ่ายเยอะ ยิ่งลดเยอะ
การใช้จ่ายเงินแบบขั้นบันได แบบนี้สร้างความเสียหายต่อเงินในกระเป๋าเรามานักต่อนักแล้ว 55555 ก็เพราะว่าการได้ของเยอะขึ้นในราคาเฉลี่ยต่อชิ้นที่ถูกลง เป็นการดึงดูดใจอย่างมากกกก ถึงแม้ในบางครั้ง เราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อเยอะขนาดนั้นก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่น โปรโมชั่นจาก Lee ที่เคยมีโปรซื้อชิ้นแรก ลด 20% ชิ้นต่อไปลด 40%

หรือจะเป็นโปรของ Watsons กับ Mid Year Sales ที่ซื้อชิ้นที่ 2 จะได้ส่วนลด 50% ด้วย

แบบนี้แหละ ที่ทำให้เรา ๆ เป็นทาสการตลาดกันมาถ้วนหน้า แต่ถ้าสายแกร่งหน่อย เราก็หาเพื่อนมาช่วยหารชิ้นที่ 2 , 3 , 4 กันไป ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ
- เร่งเวลาให้รีบซื้อ
เคยเห็นทีวีไดเร็กซ์ขายของที่โทรมาภายใน 10 นาทีจะได้รับราคาพิเศษใช่มั้ย? ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีแบบนั้นอยู่นะ เพียงแค่ออกมาในรูปแบบ นาทีทอง ชั่วโมงนี้เท่านั้น เฉพาะวันนี้เท่านั้น ข้อความนานาที่จะเร่งให้เราซื้อภายในเวลานั้นพร้อมกับราคาที่ยั่วยวนใจ แล้วก็ประสบความสำเร็จซะด้วย
อย่างเว็บ Agoda ที่ใช้จองโรงแรม ก็จะมีข้อความบอกว่า เหลืออีกกี่ห้องในราคานี้ที่จะให้เราจอง แถมมีบอกด้วยแน่ะ ว่ามีกี่คนที่กำลังดูหน้าเดียวกับเรา เพื่อที่จะเร่งให้เรากดจองในตอนนั้น

การที่มีเวลากำหนดจะทำให้เรารู้สึกว่าควรที่จะซื้อก่อนที่ราคานี้จะหายไป และแน่นอน.. จิตวิทยาในข้อนี้ทำให้เงินเราหายไปอย่างรวดเร็ว..
- ลดราคาหรือขึ้นราคาแบบมีชั้นเชิง
ทุกคนชอบซื้อของลดราคาอยู่แล้ว แต่มีเทคนิคนึงที่ทำให้การขึ้นราคากลายเป็นที่ยอมรับของเรา ๆ ได้ โดยไม่รู้สึกว่ามันขึ้นราคา (หรือว่ารู้แต่ไม่รู้สึกแย่มากนั่นแหละ) นั่นก็คือการขึ้นราคาแบบเนียน ๆ โดยการใช้โปรลดราคาเข้ามาดึงดูดความสนใจนั่นเอง
หลายคนอ่านแล้วอาจจะยังงงว่ามันเป็นยังไง แต่ถ้าบอกว่าโปรโมชั่นเฟรนฟรายส์ลด 50% อาจจะทำให้ร้องอ๋อขึ้นมาได้ ก็เพราะว่าทุกครั้งที่เฟรนฟรายส์ลด 50% มาทีไร ราคาเต็มจะเพิ่มขึ้นมานิดนึงด้วยล่ะ แต่เราก็ไม่รู้สึกอะไรมากใช่มั้ยละ (เพราะกินแต่ช่วงมีโปร 5555555)

อีกโปรนึงที่พีคๆ คือโปรโดนัท 6 แถม 6 จากปี 58 ที่เราซื้อกันในราคา 164 บาท ปัจจุบันกลายเป็น 180 บาทไปแล้ว เพิ่มราคาทีละนิดแต่ไม่เจ็บปวด ยังคงซื้อกิน และยอมเป็นทาสการตลาดกันต่อไป 555555

- โปรโมชั่นลด แลก แจก แถม
แน่นอนที่สุดว่าเราทุกคนนั้นแพ้โปรโมชั่นไม่ว่าจะมาในรูปแบบ ลด แลก แจก แถม ใด ๆ ก็ตาม เป็นหลักการง่าย ๆ ที่ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมารองรับ เพราะเราทุกคนนั้นต่างก็ชอบโปรโมชั่น! เหมือนที่เรา #ชี้เป้าโปรถูก ชอบโปรโมชั่นยังไงกันล่ะ!
การที่เรา ๆ เป็นทาสการตลาดนี่ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ มาบอกเล่าหลักการแบบจิตวิทยาให้ฟังกันสนุก ๆ ว่าทำไมเราถึงซื้อของบางอย่างได้อย่างง่ายดาย เอาเป็นว่าใช้จ่ายกันอย่างมีสติ จะได้เป็นทาสการตลาดที่รู้ทันการตลาดกันนะพวกเรา!
***ขอบคุณข้อมูลความรู้ดีๆ จาก ; sleeknote.com



